บริษัท คาเฟ่ สแควร์ ซัพพลาย(2004) จำกัด

บทความ

กลูต้าคอลลาเจน

17-01-2558 12:47:50น.

FISH COLLAGEN PEPTIDE : คอลลาเจนเปปไทด์จากปลา

คอลลาเจน คือ คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกาย ทำหน้าที่ประสานโครงสร้างต่างๆของร่างกายเข้าด้วยกัน ร่างกายคนเรามีคอลลาเจนมากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกาย พบมากที่ผิวหนัง กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก และอวัยวะอื่นๆของร่างกาย ผิวหนังมีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบถึง 70% จึงทำให้ผิวพรรณแลดูสดใส เรียบตึง ชุ่มชื้น ไม่หย่อนคล้อย

 

 

 

 

 

 

 

 


ประโยชน์จากคอลลาเจนเปปไทด์จากปลา
           ในวัยเด็กร่างกายสามารถสร้างคอลลาเจนได้เอง แต่การสร้คอลลาเจน collagen คอลลาเจนเปปไทด์างคอลลาเจนจะเริ่มลดลงเมื่ออายุ 20 ปี และพบว่าในผู้หญิงจะลดลงมากกว่าผู้ชาย เมื่อระดับของคอลลาเจนลดลงก็จะทำให้ความยืดหยุ่นและสภาพความแข็งแรงของโครงสร้างอวัยวะต่างๆของร่างกาย ลดลงด้วย ส่งผลให้สูญเสียความแข็งแรงของผิวหนัง จึงทำให้เกิดริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น ผิวแห้งกร้าน และอวัยวะต่างๆเกิดการหย่อนคล้อย
          คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างโมเลกุล ใหญ่มาก ร่างกายสามารถดูดซึมได้ยาก จึงมีการนำคอลลาเจนผ่านกระบวนการไฮโดรไลซ์เพื่อให้ได้ คอลลาเจน ที่มีขนาด โมเลกุลเล็กกว่า 3
,000 ดาลตัน และเรียกว่า คอลลาเจนเปปไทด์ ซึ่งจะเป็นคอลลาเจนที่มีขนาดโมเลกุลเล็กและสม่ำเสมอ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้อย่าง
          การรับประทานคอลลาเจนที่สกัดจากปลาธรรมชาติเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยป้องกันและชะลอการเกิดริ้วรอย รอยเหยี่ยวย่น รอยตีนกา ความแห้งกระด้าง ช่วยรักษาผิวพรรณให้มีความชุ่มชื้น นุ่มนวลเรียบเนียน คงความยืดหยุ่นของผิวไว้ให้แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

 

 

 

 

 

 

 

 


          คอลลาเจนเปปไทด์ในตลาดมีมากมายหลาย ชนิด ผู้บริโภคควรศึกษาคุณภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ ควรเลือกคอลลาเจนเปปไทด์ ที่ได้จากปลาตามธรรมชาติ โดยปราศจากการใช้สารเคมี ไม่มีสารปนเปื้อน และไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม และเป็นปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติที่สะอาด รวมไปถึงกรรมวิธีการผลิตให้เป็นไปตามมาตราฐาน นอกจากนี้ควรเลือก คอลลาเจนเปปไทด์จากปลา ซึ่งจะมีโปรตีนมากที่สุด และมีสารสำคัญที่มีคุณภาพครบถ้วน เช่น ไกลซีน (Glycine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนสำคัญที่เป็นส่วนประกอบหลักของคอลลาเจนในร่างกาย ทั้งนี้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดในการรับประทาน

          เนื่องจาก คอลลาเจน สามารถซึมผ่านผิวหนัง เข้าไปได้แค่ชั้นหนังกำพร้า วิธีเสริมคอลลาเจน ให้ร่างกายและผิวหนังที่ได้ประสิทธิภาพดีที่สุดคือ การรับประทานคอลลาเจนเปปไทด์เท่านั้น โดยคอลลาเจนจะเข้าไปเสริมสร้างผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ไร้ริ้วรอย ไม่หย่อนคล้อย แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ รวมทั้งยังช่วยเสริมสร้างเส้นผมให้แข็งแรงเงางาม เล็บมือเล็บเท้าไม่เปราะและเป็นเงางาม นอกจากนี้คอลลาเจนยังสามารถลดน้ำหนักได้ด้วย เนื่องจากโปรตีนจะช่วยในเรื่องการเผาผลาญและลดไขมันส่วนเกิน

 

 

L-GLUTATHIONE : แอล-กลูตาไธโอน

กลูตาไธโอน (L-Glutathione) เป็นสารประเภท Tripeptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine (ซิสเทอีน) , Glycine (ไกลซีน) และ Glutamic acid (กลูตามิกแอซิต) พบมากที่ตับของมนุษย์ ซึ่ง L-Glutathione นั้นเป็นกรดอะมิโนที่สำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกระ, ฝ้า และจุดด่างดำ นอกจากนี้พบว่าผู้ที่มีสภาพการทำงานของตับบกพร่อง ผู้ที่ทานแอลกอฮอล์เป็นประจำ รวมทั้งผู้ป่วยโรคตับอักเสบและตับแข็ง จะพบ L-Glutathione ในตับมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้ จำเป็นต้องได้รับเสริมเข้าไปโดยตรงจากแหล่งอาหารอื่นๆ เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์บางชนิด รวมทั้งที่อยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วย ประโยชน์ของ L-Glutathione นั้นมีมากมายหลายประการสามารถสรุปออกมาเป็นข้อดังนี้

  1. L-Glutathione เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกเปลี่ยนไปเป็นเอนไซม์ Glutathione Peroxidase มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญของร่างกาย ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
  2. L-Glutathione ช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะ Glutathione-S-transferase ที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้นแล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์ การสะสมของ Acetaldehyde(ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา
  3. L-Glutathione จะส่งผลในการเพิ่มความสามารถในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว ชนิด Neutrophils และยังเพิ่มความสามารถในการทำงานของ เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของร่างกายด้วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้น
  4. รังสี UV-A และ UV-B ในแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินและอนุมูลอิสระ ทำลายเซลล์ผิว ทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดจุดด่างดำและเกิดฝ้า L-Glutathione มีคุณสมบัติช่วยในการต่อต้านกลไกของอนุมูลอิสระ ที่ทำให้เกิด Lipid peroxide ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดฝ้า นอกจากนี้ L-Glutathione ยังไปยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ Tyrosenase ส่งผลให้เม็ดสีเมลานินไม่ถูกสร้างขึ้น ทำให้ผิวค่อยๆขาวขึ้น
  5. L-Glutathione ทำให้อสุจิเคลื่อนที่ได้และลดอัตราการตายของอสุจิด้วย
  6. L-Glutathione มีส่วนช่วยลดอัตราการถูกทำลายของเซลล์ผิวเมื่อโดน UVB แผดเผา
  7. แม้ว่าร่างกายสามารถผลิตกลูตาไธโอนได้เอง และยังสามารถได้รับจากอาหารจำพวกผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เช่น แสงแดด, มลภาวะ ฝุ่น ควัน, การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ และความเครียด มีผลทำให้ร่างกายได้รับกลูตาไธโอนไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆได้อย่างเต็มที่

 

 

L-CYSTEINE : แอล-ซีสเตอีน

L-Cysteine แอล-ซีสเตอีน เป็นสารประเภท กรดอะมิโน ชนิดหนึ่งที่เป็นสารตั้งต้นในการการสร้าง กลูต้าไธโอนให้กับร่างกายโดย L-Cysteine จะทำงานร่วมกันกับ Glycine และ Glutamic acid ที่มีมากในร่างกายเรา และสารที่จะสั่งให้เกิดการ form พันธะเ ป็นกลูต้าไธโอนได้นั้นคือ กลุ่มVITAMIN C หรือแคลเซี่ยม แอสคอร์เบต (Calcium Ascorbate) สร้างที่ตับ ความจริงแล้วร่างกายเราสามารถสร้าง กลูตาไธโอนได้เองในตับ จากการที่เรารับประทานเนื้อสัตว์ หรือโปรตีนเข้าไปในร่างกายโดยกลูตาไธโอนเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโนที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ คริสทีอีน(Cysteine) ไกลซีน(Glycine)และ กลูตามิค เอซิด (Glutamic Acid) โดยสารดังกล่าวช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่างๆ เพื่อขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทั้งยาฆ่าแมลง โลหะหนัก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ร่างกายได้รับ นอกจากนี้ยังช่วยในการสร้างเอ็นไซม์ต้านอนุมูลอิสระ โดยทำหน้าที่ร่วมกับวิตามินซี ซึ่งได้ร่วมกันซ่อมแซมสารพันธุกรรมที่อาจเปลี่ยนแปลงการเป็นมะเร็งได้ และยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไทซิเนส  ไม่ให้สามารถเปลี่ยนเป็นโดปาควินโนน (Dopaquinone) ซึ่งมีผลทำให้สร้างเม็ดสีน้อยลง ทำให้มีผิวขาวชั่วคราว มีคุณสมบัติลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ต้านการเสื่อมของเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวหน้า ขาวสวยใส เรียบ เนียน เปล่งปลั่ง ฝ้าและ จุดด่างดำ รวมถึงผิวทั่วเรือนร่าง เช่นใต้วงแขน บริเวณขอบชุดชั้นใน (Bikini line) ริมฝีปาก และบริเวณหัวนม ให้ขาวอมชมพู 

ประโยชน์ของ L-Cysteine แอล-ซีสเตอีน

1.      Detoxification : กลูตาไธโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกายนอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ1 จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ

2.      Antioxidant : กลูตาไธโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่

3.      Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย2 โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไธโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ protaglandin

 

 

ACEROLA CHERRY EXTRACT : สารสกัดจากอะเซโรล่า เชอร์รี่

อะเซโรลา เชอร์รี่ เป็นพืชในตระกูล Malpighiaceae มีชื่อสามัญว่า Barbados cherry, west Indian cherry, acerola, cereza, cerisier, shimarucu และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Malpighia punocifolia L. โดยชื่อ อะเซโรลา เชอร์รี่เป็นชื่อภาษาเปอร์โตริกัน

อะเซโรลา เชอร์รี่ เป็นพืชเขตร้อน (tropical to sub-tropical) มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก (West Indies) แถบทะเลแคริบเบียน โดยพบทางตอนเหนือของอเมริกาใต้ เช่น เม็กซิโก บาฮามาส ทรินิเดด คิวบา จาไมก้า บราซิล เปอร์โตริโก และแผ่ขยายไปจนถึงอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ เชื่อกันว่ามีการนำจากประเทศคิวบาไปปลูกที่รัฐฟลอริดา อเมริกา ในค.ศ. 1887-1888 ก่อนที่จะมีการนำไปปลูกที่ประเทศเปอร์โตริโกก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีการนำไปปลูกทั่วโลก เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย 

อะเซโรลา เชอร์รี่ เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ สูงประมาณ 6 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตร มีขนอ่อนเล็กๆที่กิ่ง มีดอกสีชมพู ถึงสีม่วงอ่อน(ลาเวนเดอร์) ผลของอะเซโลรา เชอร์รี่อาจเป็นผลเดี่ยว หรือเป็นช่อประมาณ 2-3 ลูก มีลักษณะแป้นถึงกลม คล้ายเชอร์รี่ แต่มี 3 หยัก ขนาดกว้างประมาณ 1.25 - 2.5 เซนติเมตร ผิวมันบาง สีแดงสด เนื้อชุ่มน้ำสีส้ม มีรสเปรี้ยว หรืออมเปรี้ยวจนเกือบหวาน มีกลิ่นคล้ายแอปเปิ้ล ใน 1 ผลจะมี 3 เมล็ด เนื่องจากผลของอะเซโลรา เชอร์รี่มีผิวที่ค่อนข้างบาง จึงทำให้ช้ำง่าย และเสื่อมสภาพเร็ว หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจะเกิดกระบวนการหมักอย่างรวดเร็ว (ประมาณ  3-5 วัน) และถ้าไม่เก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ (7°c) จะทำให้เกิดเชื้อราขึ้นได้ง่าย โดยถ้าต้องการเก็บไว้นานๆ ต้องเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า -12°c จึงนิยมรับประทานผลสด หรือนำไปทำแยม เยลลี่ ไซรัป น้ำผลไม้ และก็มีการนำมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ เช่น ผงขัดผิว สบู่/เจลล้างหน้า หรือเป็นส่วนผสมในครีมและเครื่องสำอางต่างๆ เป็นต้น 

อะเซโลรา เชอร์รี่เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ คือ วิตามินซี มีโปรตีนและแร่ธาตุสูงโดยเฉพาะ เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม และมีสาระสำคัญตัวหนึ่งชื่อ trans-beta-carotene ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย มีปริมาณของไขมันอิ่มตัว และโซเดียมต่ำ ไม่มีคลอเลสเตอรอล และจากผลการวิจัยพบว่า อะเซโรลา เชอร์รี่ มีปริมาณวิตามินซีสูงกว่าที่พบในส้มถึง 30-80 เท่า 

จุดเด่นของ acerola cherry

1.      จำเป็นต่อการ สร้างเส้นใยคอลลาเจน ( Collagen ) โดยช่วยออกฤทธิ์เร่งปฏิกิริยาทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับสารคอลลาเจน และการประสานตัวของเนื้อเยื่อคอลลาเจน จึงช่วยให้แผลในร่างกายหายเร็วขึ้นช่วย เสริมสร้างการเจริญเติบโตในผู้ใหญ่ ทำให้ผิว กระชับ ลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ผิวหน้าเนียน เพิ่มความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด ช่วยในการสมานตัวของแผล หากขาดวิตามินซี เป็นสาเหตการเปราะแตกง่ายของ ผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดออกง่าย

2.      เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน

3.      ป้องกันการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง โดย ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) ที่ทำหน้าที่ทำลายเนื้อเยื่อรอบเซลล์มะเร็งจนก่อให้เกิดการกระจายตัวของ เซลล์มะเร็งไป ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ( Metaastasis )

4.      ต้านการเกิดมะเร็ง โดยการยับยั้งสารไนโตรซามีนจากการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่ไหม้เกรียม

5.      ช่วยดูดซึมซีลีเนียมในลำไส้และลดความเครียด ภาวะเครียดเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ความเครียดจะกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนจำพวกอะดรีนาลิน (Adrenalin) และคอร์ทิซอล (Cortisol) ซึ่งเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปทั่วร่างกาย และหากเกิดการกระตุ้นจากฮอร์โมนนี้ติดต่อกันนานๆ ร่างกายจะนำสารอาหาร ไปใช้ในการเผาผลาญพลังงานมากเกินไปตามมา ดังนั้น การรับประทานวิตามินซีจากธรรมชาติจะช่วยลด อาการเครียดได้ด้วยกลไกการชดเชยวิตามินซี ที่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการเผาผลาญอาหาร ช่วยลด การแพ้ต่างๆ รวมทั้งโรคภูมิแพ้ โดยยับยั้งสารที่เรียกว่า ฮีสตามีน เป็นสารที่ร่างกายสร้าง ขึ้นมาหาก มากเกินไปจะทำให้มีอาการระคายเคืองตามระบบหายใจ ทำให้จามมีน้ำมูกไหล นอกจากนี้ยังพบว่าวิตามินซี สามารถลดโอกาสการติด เชื้อบริเวณปอดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ประโยชน์จากอะเซโรลา เชอร์รี่ Acerola cherry 

1.      ให้วิตามินซีจากธรรมชาติ เป็นสารต้านอนุมูลิสระ ป้องกันเซลล์จากการทำลายโดยอนุมูลิสระ จากปัจจัยภายนอกและภายใน ช่วยให้ผิวขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

2.      ช่วยลดการติดเชื้อโรคหวัด ช่วยต้านการติดเชื้อแบคทีเรียและลดการแพ้สารต่างๆ ของร่างกาย วิตามินซี ช่วยรักษาผิวของเม็ดเลือดขาว ไม่ให้ถูกทำลาย จึงทำให้การเคลื่อนย้ายตัวของเม็ดเลือดขาวไปยังเชื้อโรคต่างๆ ได้รวดเร็ว นอกจากนี้ วิตามินซี ยังช่วยการทำงานของน้ำย่อยที่ใช้ทำลายเชื้อโรคเหล่านี้ด้วย จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ได้รับวิตามินซีเป็นประจำ จะเป็นหวัดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับ

3.      ช่วยลดการแพ้ต่างๆ รวมทั้งโรคภูมิแพ้ โดยยับยั้งสารที่เรียกว่า ฮีสตามีน เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นมา หากมากเกินไปจะทำให้มีอาการระคายเคืองตามระบบหายใจ ทำให้จามมีน้ำมูกไหล นอกจากนี้ยังพบว่าวิตามินซีสามารถลดโอกาสการติดเชื้อบริเวณปอดได้อย่างมีนัย สำคัญ

4.      ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง ช่วยในการสมานตัวของแผล หากขาดวิตามินซี เป็นสาเหตุการเปราะแตกง่ายของผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดออกง่าย

 

 

 

OYSTER EXTRACT : สารสกัดจากหอยนางรม

Oyster Extract  หอยนางรมสกัด มีประโยชน์มากมายดังนี้

-  กรดอะมิโน เทารีน ซึ่งส่งผลให้การทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อและหลอดเลือดทำงานได้เป็นปกติ
- ช่วยในกระบวนสร้างฮอร์โมนเพศชายคือเทสโทสเตอโรน ทำให้มีสมรรถภาพทางเพศที่ดีขึ้น และป้องกันต่อมลูกหมากอักเสบและฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนทำให้มีการไหลเวียนของกระแสโลหิตดี ทำให้เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนและอาหารได้ดี กระตุ้นการสร้างโปรตีนช่วยให้อวัยวะสืบพันธุ์เพศชายทั้งภายนอกและภายในเจริญเติบโตเต็มที่ องคชาติขยายใหญ่และยาวขึ้น

-  ทอรีนจะมีธาตุสังกะสี (zinc) เป็นตัวส่งเสริมการออกฤทธิ์ให้ได้ผลดียิ่งดีขึ้น ซึ่งเราจะพบ zinc ได้มากในหอยนางรม
-  หอยนางรมมีสารประกอบสำคัญ คือ เทารีน (taurine) ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท มีผลต่อการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมีหน้าที่หลั่งฮอร์โมนเพศ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานให้กับร่างกาย
- ช่วยส่งเสริมการสร้างสเปิร์มหรือตัวอสุจิในเพศชาย ช่วยให้การผลิตเชื้ออสุจิอยู่ในปริมาณที่ปกติ ช่วยกระตุ้นความต้องการทางเพศ
- เสริมสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ และช่วยเพิ่มการสร้างฮอร์โมนเพศชายโดยไปช่วยกระตุ้นการหลั่ง testosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการสังเคราะห์ โปรตีน (anabolism) และฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนทำให้มีการไหลเวียนของกระแสโลหิตดี ทำให้เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนและอาหารได้ดี กระตุ้นการสร้างโปรตีนช่วยให้อวัยวะสืบพันธุ์เพศชายทั้งภายนอกและภายในเจริญเติบโตเต็มที่ องคชาติขยายใหญ่และยาวขึ้น
- จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการเจริญของระบบสืบพันธุ์ และช่วยให้ต่อมลูกหมากทำหน้าที่ได้ถูกต้อง

 

 

ALPHA LIPOIC ACID : กรดอัลฟาไลโปอิค

กรดอัลฟาไลโปอิคใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อรักษาและป้องกันเชื้อโรคได้หลากหลาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกาย และปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย อนุมูลอิสระเป็นตัวการสำคัญในการทำลายเซลล์ แหล่งที่มาทั่วไปของอนุมูลอิสระคือ อาหารทอด, ควันบุหรี่, ควันพิษ และมลภาวะต่าง ๆ

หน้าที่ของกรดอัลฟาไลโปอิค

หน้าที่หลักของกรดอัลฟาไลโปอิคคือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลูตาไธโอน ซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ กรดอัลฟาไลโปอิคนั้นดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ง่าย พบได้มากในผักและเนื้อสัตว์ เนื่องจากกรดอัลฟาไลโปอิคสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน สามารถไปเลี้ยงเซลล์ได้ทุกส่วน ความสามารถอันยอดเยี่ยมนี้ทำงานได้เองภายในเซลล์เพื่อช่วยกำจัดสารพิษที่อยู่ในร่างกาย และยังต่อต้านการอักเสบอันเป็นเหตุให้เกิดสิว ช่วยรักษาการอักเสบไม่ให้สิวนั้นอักเสบลุกลามมากไป

กรดอัลฟาไลโปอิคนั้นทำงานร่วมกับวิตามินบี ซี และอี และสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ๆ เพื่อให้เซลล์ร่างกายทำงานกันอย่างปกติ พึงระลึกไว้ว่าวิตามินเหล่านี้มีหน้าหลักในการต้านแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิวและช่วยให้การรักษาสิวที่เกิดขึ้นเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น กรดอัลฟาไลโปอิคช่วยให้วิตามินเหล่านี้เกิดขึ้นใหม่ หรือหมุนเวียนกลับมาใหม่ ช่วยให้วิตามินเหล่านี้ทำงานได้มากขึ้น

กรดอัลฟาไลโปอิคทำความสะอาดและทำให้ผิวบริสุทธิ์ โดยการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถป้องกันการเกิดสิว และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของเลือดไปยังประสาท ดังนั้นผิวก็จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการบำรุง ช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้น

กรดอัลฟาไลโปอิคช่วยต้านการอักเสบระดับปานกลาง เนื่องจากมีปริมาณของ Sulfur เป็นองค์ประกอบด้วย จึงช่วยลดการบวมและอาการผิวแดงจากสิว กรดอัลฟ่าไลโปอิคนั้นถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากตัวหนึ่ง เนื่องจากสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน ด้วยเหตุนี้ร่างกายจึงสามารถดูดซึมได้ง่ายและสามารถเลี้ยงไปทั่วร่างกาย

กรดอัลฟาไลโปอิคพบได้ในอาหารบางชนิด อาหารประเภทเนื้อวัวไม่ติดมันหรืออวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ, หัวใจ และไต พบว่ามีปริมาณของกรดอัลฟาไลโปอิค และยังพบได้ในผักขม, บล็อกโคลี่, ยีสต์ และมันฝรั่ง

 

 

COENZYME Q10 : โคเอนไซม์ คิวเท็น

Coenzyme Q10 หรือชื่ออื่นๆเช่น Ubidecarenone, Ubiquinone 10, Ubiquinole หรือที่คนส่วนใหญ่ชอบเรียกกันว่า Coenzyme Q10  จัดเป็นสารที่ร่างกายสามารถผลิตขึ้นเองได้และมีความจำเป็นต่อร่างกาย พบได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย จัดเป็นสารจำพวกวิตามิน หรือคล้ายวิตามิน มีโครงสร้างเหมือนวิตามิน K มีคุณสมบัติในการละลายในไขมัน มีบทบาทในการเพิ่มพลังงานให้แก่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานในร่างกาย
          Coenzyme Q10 ไม่ได้ให้พลังงานแก่ร่างกายโดยตรง แต่เป็นสารสำคัญในการสังเคราะห์ Adeno-sinetriphosphate (ATP) ซึ่งเปรียบได้กับขุมพลังงานของเซลล์ทั่วร่างกาย โดย Coenzyme Q10 ทำหน้าที่เป็นตัวร่วมจุดประกาย การเกิดปฏิกิริยาเคมีที่สำคัญในกระบวนการสร้างพลังงานของ Mitochondria แห่งเซลล์ของกล้ามเนื้อ

Coenzyme Q10 ถูกพบมากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง ซึ่งจะมีจำนวน Mitochondrial มาก เช่น หัวใจ สมอง ตับ ไต และตับอ่อน โดย Coenzyme Q10 มีบทบาทสำคัญ ในการขนส่งอิเล็กตรอนใน Mitochondria และการสร้าง Adrenosine triphosphate (ATP)

Coenzyme Q10 มีคุณสมบัติในการเป็น Membrane Stabilizing โดยตรง จากบทบาทหน้าที่ของ Coenzyme Q10 จึงมีความสำคัญต่อกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ เพราะหัวใจต้องทำงานตลอดเวลา โดยมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า Coenzyme Q10 ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้น ถ้าหากขาด Coenzyme Q10 กล้ามเนื้อหัวใจจะอ่อนแรงลงและทำงานได้ไม่ดี ทำให้มีการใช้ Coenzyme Q10 เกี่ยวกับการช่วยบำรุงหัวใจอย่างกว้างขวาง ถ้าให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ Coenzyme Q10 ก็เปรียบเสมือนหัวเทียน ที่คอยจุดประกายให้เครื่องยนต์ทำงานได้นั่นเอง

Coenzyme Q10 ช่วยลดริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง

บทบาทอีกอย่างหนึ่งของ Coenzyme Q10 คือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถลดริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง
          Coenzyme Q10 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่ร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองโดยธรรมชาติ ปัจจุบัน Coenzyme Q10 จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องที่ช่วยในการลดริ้วรอย ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังที่ได้รับจากแสงแดด
          กล่าวคือ ผิวหนังมีหน้าที่ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ เชื้อโรค สารพิษ
โดยรังสีอัลตราไวโอเลต มี 2 ชนิด คือ UVA และ UVB แต่ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยจะเป็นรังสี UVA โดย UVA สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้นหนังแท้ และเริ่มต้นในการผลิตอนุมูลอิสระ โดยผลิตจากกระบวนการออกซิเดชั่น (Oxidation) และอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นก็จะทำอันตรายต่อไขมัน โปรตีน และสารพันธุกรรม (DNA) ในเซลล์ผิวหนัง รวมถึงการทำลายของคอลลาเจนในผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแห้ง ดูไม่มีน้ำมีนวล และเกิดริ้วรอย หมองคล้ำได้ แต่ร่างกายเรามีกระบวนการป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระดังกล่าวโดยกระบวนการทางธรรมชาติ โดยที่ผิวหนังคนเราจะมีสารที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้าน         ออกซิเดชั่น (Antioxidant) เช่น วิตามินอี วิตามินซี โดยสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดังกล่าวจะป้องกันไม่ให้เกิดกระบวนการออกซิเดชั่นที่จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำอันตรายต่อผิวหนัง มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของ Coenzyme Q10 ต่อการลดริ้วรอยว่าสามารถทำให้ความลึกของริ้วรอยลดลง ซึ่งหมายถึง ทำให้ริ้วรอยนั้นตื้นขึ้นได้นั่นเอง

 

 

ไกลซีน (Glycine)

ไกลซีน จัดอยู่ในกลุ่ม กรดอะมิโนไม่จำเป็น (non-essential amino acid) มีรสหวาน จำเป็นสำหรับการสร้างโปรตีนในร่างกาย การสังเคราะห์กรดนิวคลีอิก การสร้างของ RNA, DNA, กรดน้ำดี และกรดอะมิโนอื่น ๆ ในร่างกาย นอกจากนี้ยังพบอีกว่ามีประโยชน์ในการช่วยดูดซึมของแคลเซียมในร่างกาย และเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงาน ไกลซีน เป็นกรดอะมิโนที่มีบทบาทสำคัญมากในการช่วยเพิ่มการโอบอุ้มน้ำให้แก่เซลล์ผิว และรักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง

ไกลซีน มีประโยชน์ต่อสุขภาพที่โดดเด่นหลายประการ เช่น ไกลซีนให้ผลดีต่อการรักษาภาวะต่อมใต้สมองทำงานน้อย และเนื่องจากไกลซีนช่วยเพิ่มครีเอทีนีนให้แก่ร่างกาย (ครีเอทีนีน เป็นสารที่สำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ) มันจึงใช้ได้ผลในการรักษาโรคกล้ามเนื้อฝ่อลีบ และที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ หากร่างกายได้รับไกลซีนในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น และมีพลังงาน แต่หากได้รับมากเกินไปจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้

ไกลซีน มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง จึงถูกนำไปใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าแบบคลุ้มคลั่งและอาการไฮเปอร์ และยังอาจช่วยป้องกันอาการของโรคลมชักได้ด้วย ปัจจุบัน แพทย์ทางโภชนาการหลายท่าน ใช้ไกลซีนในการรักษาภาวะน้ำตาลต่ำ (ไกลซีน กระตุ้นการหลั่งของกลูคากอน ซึ่งย่อยสลายไกลโคเจนเปลี่ยนรูปเป็นน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด)

นอกจากนี้ ไกลซีนยังถูกใช้ในการรักษาภาวะกรดในกระเพาะมากเกินไปอย่างได้ผล กรดอะมิโนชนิดนี้จึงมักถูกรวมไว้ในยาลดกรดหลายชนิดด้วยเช่นกัน ทั้งยังใช้ในการรักษาภาวะเลือดเป็นกรดบางกรณี โดยเฉพาะกรณี ลิวซีนไม่สมดุล ซึ่งส่งผลให้เกิดความผิดปกติของกลิ่นตัวและลมหายใจ ซึ่งก่อนหน้านี้รักษาได้เพียงวิธีเดียวคือ จำกัดอาหารที่มีลิวซีน

จากผลวิจัยพบว่า ไกลซีน เพิ่มความจำในผู้ที่ประสบปัญหาหลากหลายจาก การนอนหลับ รวมถึงโรคจิตเภท, โรคพาร์คินสัน, Huntington’s disease (โรคที่ก่อให้เกิดความผิดปกติที่มีผลต่อการประสานงานของกล้ามเนื้อ และกระบวนการคิด), โรคเจ็ตแล็ก (Jet Lag) และความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักเกินไป การขาดไกลซีน ร่างกายจะไม่สามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายได้ ผิวจะหย่อนคล้อยและไม่สามารถต้านทานต่อการทำร้ายผิวจากรังสียูวีและอนุมูล อิสระได้ และหากมีบาดแผลจะยากต่อการรักษา

 

 

L-GLUTAMINE : แอล-กลูตามีน

 

          Glutamine เป็นกรดอะมิโนที่มีมากที่สุดในร่างกาย จะเป็นตัวช่วยทำลายกรดแลคติค ( Lactic Acid) ที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อ เช่น ระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนัก การทำลายกรด   แลคติดจะช่วยลดอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ออกกำลังกายได้ยาวนานขึ้น

          L-Glutamine เป็นกรดอะมิโนชนิดจำเป็น ( Essential Amino Acid) และเป็นกรดอะมิโนที่มีมากที่สุดในร่างกาย โดยมากกว่า 60% ของ L-Glutamine จะอยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อจึงถือเป็นกรดอะมิโนที่เป็นโครงสร้างสำคัญของกล้าม เนื้อนั่นเอง L-Glutamine มีอยู่ในเวย์โปรตีนบางส่วน แต่ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าเพียงพอต่อความต้องการในระหว่างออกกำลังกาย เพราะระหว่างออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะสร้างกรดแลคติคออกมาตลอดเวลา ดังนั้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์เวย์โปรตีนที่มีปริมาณ L-Glutamine ที่มากเพียงพอด้วย

Glutamine เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์เองได้ เดิมนั้น ได้ถูกนำใช้ในรูปอาหารเสริม ของ L-Glutamine และนิยมใช้กันในกลุ่มนักกีฬา ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น นักเพาะกาย นักยกน้ำหนัก นักยิมนาสติก นักมวย ที่ต้องการให้กล้ามเนื้อแข็งแรง มากขึ้น โตขึ้น เพราะ เมื่อเรามีการออกกำลังกายอย่างหนัก ร่ายกายของเราจะมีความต้องการใช้ Glutamine จำนวนมาก แต่ร่างกายสร้างได้ไม่เพียงพอ จึงอาจมีการสลายเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มปริมาณกลูตามีนให้มากขึ้นตาม ความต้องการ เป็นผลให้เกิดภาวะการสูญเสียกล้ามเนื้อ (Muscle breakdown) ขึ้นได้ ดังนั้นกลุ่มนักกีฬาเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องทาน Glutamine ในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพื่อเลี่ยงจากปัญหาการสูญเสียกล้ามเนื้อจากการสลาย Glutamine โดยจะรับประทานเป็นอาหารเสริม สำหรับสุขภาพ โดยพบว่าบางคนนำมารับประทานควบคู่กับกลุ่มเสริมสร้างโปรตีนโดยเฉพาะ เช่น Whey Protein

 

หน้าที่หลักของ L-Glutamine

ช่วยลดอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ โดยการช่วยทำลาย กรดแลคติค ( Lactic Acid) ที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อ ทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น นอกจาก นั้น L-Glutamine ยังมีประโยชน์คล้ายกับ BCAAs ด้วยคือ ช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ( Growth Hormone) ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ร่างกายมีการสังเคราะห์โปรตีน เพื่อเสริมสร้างเซลล์กล้ามเนื้อและช่วยซ่อมแซมเซลล์กล้ามเนื้อที่สึกหรอหรือ ได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายที่รุนแรง ช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

          ในนักกีฬาที่ใช้สมองมาก L-Glutamine ยังเป็นแหล่งพลังงานที่ดีสำหรับสมอง ช่วยให้สมองมีการทำงานที่ดีมากขึ้น โดย L-Glutamine จะทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) คือ Glutamate และ GABA ( Gamma-Aminobutyric Acid ) นอกจากนี้ L-Glutamine ยังช่วยล้างพิษสารแอมโมเนียที่เกิดขึ้น จากการทำงานหนักของสมองอีกด้วย

ปัจจุบัน วงการแพทย์ได้มีการพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มแพทย์ที่ศึกษาด้าน Anti-Aging (เวชศาสตร์ชะลอวัย) โดยได้ค้นพบเพิ่มเติมว่า Glutamine มิได้มีประโยขน์แต่เพียงข้างต้น หรือเฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทและประโยชน์อย่างอื่นๆ อีกมากมาย ต่อคนทั่วไป ดังนี้ 

1. Glutamine จะ ทำหน้าที่คล้าย Branched Chain Amino Acids (BCAAs) BCAA คือจะไปกระตุ้นให้มีการหลั่ง Growth hormone ให้มากขึ้น และได้ผลดีกับทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าใดโดยมีการวิจัยพบว่า Glutamine ในปริมาณ 2 กรัม ต่อวัน สามารถจะกระตุ้น Growth hormone ได้ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับยาหลอก (Placebo) ซึ่งเราทราบกันดีมาก่อนแล้วว่า Growth hormone นอกจากจะทำให้มีการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต สูงขึ้นแล้ว ยังเป็นฮอร์โมนแห่งความเยาววัย ทำให้เรากลับมาหนุ่มสาวใหม่ได้อีก

2. ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ทำให้เป็นหวัดและติดเชื้อได้ยากขึ้น 

3. ช่วยฟื้นฟูสุขภาพหลังการเจ็บป่วย ให้กลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น 

4. ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการสังเคราะห์โปรตีนและการเติบโตของกล้ามเนื้อ จากสาเหตุต่างๆ โดยเฉพาะ การออกกำลังกายอย่างหนัก ช่วยลดการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อในขณะออกกำลังกาย โดยการช่วยทำลาย กรดแลคติค (Lactic Acid) ที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อในขณะที่ออกกำลังกายได้ ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น ซึ่งการออกกำลังกายได้นานขึ้น จะมีผลทำให้ มีการหลั่งฮอร์โมน Growth hormone ให้มากขึ้น ทางอ้อมเช่นกัน 

5. ช่วยลดการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อ (Muscular Dystrophy) โดยเฉพาะในคนสูงอายุ ที่ระดับฮอร์โมนเพศเริ่มลดลง ทำให้มวลกล้ามเนื้อจะลดลง การรับประทาน Glutamine ทดแทน จะช่วยลดภาวะดังกล่าวให้รุนแรงน้อยลงได้ 

6. สามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับสมองได้อีกทางหนึ่ง ช่วยทำให้ความจำดีขึ้น ป้องกันภาวะสมองเสื่อมจากสูงอายุ 

7. ช่วยรักษาปัญหาแพ้อาหาร(food allergy ) ในกลุ่มที่มีระบบกาย่อยอาหารผิดปกติ เช่น ในกลุ่ม Leaky Gut Sybdrome,Irritible bowel syndrome,Ulcerative Colitis. 

8. ช่วยเพิ่มระดับ Glutathione ในร่างกายให้สูงขึ้นได้

จากสรรพคุณและประโยขน์มากมายของ L-Glutamine นี้เอง ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ถือว่า L-Glutamine เป็นกรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino-Acid ) ที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนรับประทาน เป็นอาหารเสริมที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง เนื่องจากปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง และได้ผลดีทุกเพศ ทุกวัย 

สอบถามเพิ่มเติมที่ Line: lip104